Ragnarok: The New World เป็นเกม RPG การเก็บเลเวลใน Ragnarok: The New World ไม่ได้อาศัยแค่การนั่งฟาร์มมอนสเตอร์ซ้ำ ๆ เหมือนเกมทั่วไป แต่ต้องอาศัยการจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมในแต่ละวันให้ถูกต้อง เพราะเกมมีทั้งเควสสายหลัก ดันเจี้ยนประจำวัน ดันเจี้ยนรายสัปดาห์ และระบบออโต้ฟาร์ม ที่ล้วนให้ผลตอบแทนต่างกันไป คู่มือนี้จะพาไปดูวิธีเพิ่มทั้ง Base EXP และ Job EXP อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับผู้เล่นทุกช่วงเลเวล

เข้าใจความแตกต่างระหว่าง Base EXP และ Job EXP

เช่นเดียวกับภาคก่อน ๆ ของซีรีส์ Ragnarok ตัวละครในเกมนี้มีเส้นทางการเติบโตสองสายคู่ขนานกัน คือ Base Level ที่กำหนดค่าพลังชีวิต ค่าสเตตัส และเงื่อนไขการเข้าถึงพื้นที่หรือกิจกรรมต่าง ๆ กับ Job Level ที่กำหนดจำนวนสกิลพอยต์และความสามารถเฉพาะทางของแต่ละอาชีพ มอนสเตอร์และกิจกรรมแต่ละประเภทให้ Base EXP และ Job EXP ในสัดส่วนไม่เท่ากัน ผู้เล่นจึงควรสังเกตว่ากิจกรรมใดให้ Job EXP สูงเป็นพิเศษ เพื่อสลับทำในช่วงที่ Job Level ตามหลัง Base Level อยู่มาก จะได้ปลดสกิลสำคัญได้ทันเวลาใช้งาน

ช่วงต้นเกมให้ยึดเควสสายหลักเป็นตัวนำ

blog-image-ragnarok-the-new-world-leveling-guide-TH02

ในช่วงเลเวลต้น ๆ จนถึงประมาณเลเวล 25 ไม่แนะนำให้เสียเวลานั่งฟาร์มมอนสเตอร์ตามทุ่งด้วยตัวเอง เพราะเควสสายหลักให้ประสบการณ์มากกว่าการฟาร์มมอนสเตอร์ธรรมดาราวสิบเท่า อีกทั้งยังเป็นทางเดียวที่จะปลดล็อกระบบสำคัญอย่างระบบสัตว์เลี้ยง ระบบบ้าน และระบบอาชีพเสริมที่จำเป็นต่อการเล่นในระยะยาว การไล่ทำเควสสายหลักให้จบไว ๆ จึงเป็นการลงทุนเวลาที่คุ้มค่าที่สุดในช่วงเริ่มต้น มากกว่าการรีบไปยืนฟาร์มมอนสเตอร์ตามจุดต่าง ๆ ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าจะได้เลเวลเร็วกว่า

ดันเจี้ยนประจำวัน Time Corridor หัวใจของการเก็บเลเวลระยะกลาง

เมื่อผ่านช่วงเควสสายหลักเริ่มต้นมาแล้ว ดันเจี้ยน Time Corridor จะกลายเป็นกิจกรรมประจำวันที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นแหล่งวัสดุอัปเกรดอุปกรณ์หลักทั้งสำหรับผู้เล่นสายฟรีและสายเติมเงิน ควรตั้งเป้าเคลียร์ดันเจี้ยนนี้ให้ครบสามรอบทุกวันโดยไม่ขาด เพราะนอกจากจะให้ Base EXP และ Job EXP ในปริมาณที่คุ้มค่าแล้ว วัสดุที่ได้ยังจำเป็นต่อการต่อยอดอุปกรณ์ให้แข็งแกร่งพอสำหรับเนื้อหาขั้นถัดไปด้วย

จัดลำดับกิจกรรมตามระบบ Combat Stamina

blog-image-ragnarok-the-new-world-leveling-guide-TH03

เกมมีระบบพลังงานการต่อสู้ที่จำกัดปริมาณการฟาร์มแบบตั้งใจเล่นเองในแต่ละวัน ผู้เล่นจึงควรใช้พลังงานนี้อย่างคุ้มค่าที่สุดตามลำดับความสำคัญ โดยเริ่มจาก Time Corridor ก่อนเป็นอันดับแรกเพราะให้ผลตอบแทนด้านวัสดุสูงสุด ตามด้วยการล่าบอส MVP ที่ให้ทั้งการ์ดหายากและวัสดุมีค่า จากนั้นจึงตามด้วยภารกิจของกิลด์ซึ่งมักเป็นเควสเก็บของระยะสั้นที่ให้ Base EXP และเงินซินี่ในอัตราที่สูงกว่าปกติ เมื่อพลังงานหมดลงแล้วจึงค่อยเปลี่ยนไปใช้โหมดออโต้ฟาร์มเพื่อเก็บประสบการณ์ต่อแบบเบา ๆ ในระหว่างที่ไม่ได้จับตัวควบคุมเอง

อย่าลืมเช็กบัฟ Monster Extermination ก่อนปล่อยตัวละครฟาร์มอัตโนมัติ

ก่อนจะปล่อยตัวละครเข้าสู่โหมดต่อสู้อัตโนมัติเพื่อไปทำธุระอื่น ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าตัวบ่งชี้ Monster Extermination เปิดใช้งานอยู่ เพราะช่วงเวลานี้จะให้โบนัส Job EXP เพิ่มเติมพร้อมโอกาสดรอปการ์ดมอนสเตอร์ที่สูงกว่าปกติ การมองข้ามจุดนี้อาจทำให้เสียเวลาฟาร์มไปโดยได้ผลตอบแทนไม่เต็มที่ทั้งที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ง่าย ๆ

เลือกแม็พและธาตุให้เข้ากับอาชีพที่เล่น

blog-image-ragnarok-the-new-world-leveling-guide-TH04

แต่ละอาชีพมีจุดแข็งด้านการฟาร์มที่แตกต่างกันไปตามช่วงเลเวล อย่างวิซาร์ดในช่วงเลเวลยี่สิบหกถึงห้าสิบจะใช้เวทกำแพงไฟและเวทอุกกาบาตกวาดล้างมอนสเตอร์หนาแน่นได้เร็วกว่าอาชีพอื่นอย่างชัดเจน โดยสามารถเลือกจับคู่ธาตุไฟกับธาตุดินเพื่อฟาร์มแบบระเบิดความเสียหายรวดเร็ว หรือจับคู่ธาตุน้ำแข็งกับธาตุสายฟ้าเพื่อควบคุมฝูงมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนที่แออัด ส่วนสายนักดาบที่เลื่อนขั้นเป็นไนท์ก็สามารถใช้ท่า Bowling Bash กวาดมอนสเตอร์เป็นวงกว้างได้ดีเช่นกัน โดยเน้นค่าความแข็งแกร่งเป็นหลักคู่กับความคล่องแคล่วเพื่อเพิ่มความเร็วโจมตี การเลือกแม็พฟาร์มที่มีความหนาแน่นของมอนสเตอร์สูงและจับธาตุให้เหมาะกับอาชีพจึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อัตราการได้ Base EXP และ Job EXP ต่อชั่วโมงต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ใช้สิทธิ์ดันเจี้ยนรายสัปดาห์ให้ครบก่อนรีเซ็ต

นอกจาก Time Corridor ที่รีเซ็ตทุกวันแล้ว เกมยังมีโหมดรายสัปดาห์อย่าง Endless Tower ดันเจี้ยนมิติเวลาที่เรียกกันว่า Rift หรือ Echo Dungeon รวมถึงภารกิจทดสอบ Brave Trial และกิจกรรมของกิลด์ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งวัสดุคราฟต์และไอเทมอัปเกรดที่หาไม่ได้จากการฟาร์มทั่วไป เนื่องจากโหมดเหล่านี้ส่วนใหญ่จำกัดจำนวนครั้งต่อสัปดาห์ ผู้เล่นจึงควรวางแผนใช้สิทธิ์ให้ครบก่อนช่วงรีเซ็ตทุกครั้ง เพราะสิทธิ์ที่เหลือค้างจะไม่สะสมข้ามสัปดาห์และเท่ากับเสียโอกาสเก็บเลเวลและวัสดุไปโดยเปล่าประโยชน์

รวมพลังกับกิลด์เพื่อเร่งความเร็วในการเก็บเลเวล

blog-image-ragnarok-the-new-world-leveling-guide-TH05

การเข้าร่วมกิลด์ไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องสังคม แต่ยังช่วยเปิดทางให้เข้าถึงภารกิจประจำวันของกิลด์ที่ให้ Base EXP และเงินซินี่ในอัตราสูง อีกทั้งยังทำให้หาปาร์ตี้สำหรับล่าบอส MVP หรือลุยดันเจี้ยนยาก ๆ ได้ง่ายขึ้นมาก การตีมอนสเตอร์เป็นกลุ่มร่วมกับเพื่อนร่วมกิลด์มักให้อัตราประสบการณ์ต่อชั่วโมงที่สูงกว่าการลุยเดี่ยว โดยเฉพาะในดันเจี้ยนที่มีมอนสเตอร์เป้าหมายจำนวนมากหรือบอสที่ต้องอาศัยการวางแผนร่วมกัน

ใช้โหมดออโต้ฟาร์มออฟไลน์เสริมในช่วงที่ไม่ได้เล่น

สำหรับผู้เล่นที่มีเวลาจำกัด เกมมีโหมดต่อสู้อัตโนมัติแบบออฟไลน์ที่ช่วยสะสม Base EXP และไอเทมต่อเนื่องแม้จะไม่ได้ล็อกอินอยู่หน้าจอ แม้อัตราการดรอปไอเทมจะลดลงเมื่อเทียบกับการเล่นด้วยตัวเอง แต่ก็เป็นตัวช่วยที่ทำให้ตัวละครไม่หยุดนิ่งระหว่างวัน ก่อนปล่อยให้ระบบทำงานควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าตัวละครโจมตีมอนสเตอร์ได้ตามปกติแล้ว เพื่อไม่ให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์หากระบบติดขัดหรือไม่ได้เริ่มฟาร์มจริง

สรุปแนวทางเก็บเลเวลให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด

โดยสรุปแล้ว การเก็บเลเวลใน Ragnarok: The New World อย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยการผสมผสานหลายช่องทางเข้าด้วยกัน เริ่มจากไล่เควสสายหลักให้จบไวในช่วงต้นเกม ตามด้วยการจัดลำดับใช้พลังงานการต่อสู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละวันผ่าน Time Corridor การล่า MVP และภารกิจกิลด์ ไม่ลืมใช้สิทธิ์ดันเจี้ยนรายสัปดาห์ให้ครบ พร้อมเลือกแม็พและธาตุให้เหมาะกับอาชีพที่เล่นอยู่ และปิดท้ายด้วยการใช้โหมดออโต้ฟาร์มออฟไลน์เสริมในช่วงเวลาที่ไม่สะดวกเล่น เมื่อทำครบทุกข้อนี้อย่างสม่ำเสมอ ทั้ง Base Level และ Job Level ของตัวละครจะเติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุลและรวดเร็วกว่าการฟาร์มแบบไร้แผนอย่างแน่นอน

ขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณเล่น Ragnarok: The New World บนหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นของ PC ด้วยอีมูเลเตอร์ BlueStacks โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดและเกมเพลย์ที่ราบรื่น